UTHAISAK.NET
UTHAISAK.NET
Home | Profile | Register | Active Topics | Active Polls | Members | Private Messages | Search | FAQ
Username:
Password:
Save Password
Forgot your Password?





 All Forums
 ชมรมคนรักชาติ@ทีโอทีภาคกลาง
 ต้านระบอบทักษิณ ก่อนสิ้นชาติ
 คลาสสิกไทย สไตล์ "จิตร ภูมิศักดิ์"
 New Topic  Reply to Topic
 Printer Friendly
Author Previous Topic Topic Next Topic  

uthaisak
Forum Admin


127 Posts

Posted - 06/24/2009 :  08:46:06  Show Profile  Visit uthaisak's Homepage Send uthaisak a Private Message  Reply with Quote


" แสงดาวแห่งศรัทธา"
ถ่ายทอดโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ

นักรบประชาชนตัวจริงเสียงจริง "จิตร ภูมิศักดิ์" ผู้เป็นเจ้าของวรรคทอง "คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย" กับบทเพลงจำนวนหนึ่ง ณ วันนี้ วงดุริยางคศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยมหิดลนำบทเพลงที่เขียนคำร้องและทำนองโดย จิตร ภูมิศักดิ์นำมาใส่สูท ผูกไท บรรเลงมาแล้วหลายครั้งตามคำเชิญในหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน"

กลอนบทนี้ ศรีนาคร (จิตร ภูมิศักดิ์) แปลจากงานของกวีประชาชนชาวอาร์เมเนีย ชื่อ อาเวตีก อีสากยัน (Awetik Issaakjan) ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงตัวตนที่แจ่มชัดของจิตร ภูมิศักดิ์

ต้นฉบับเดิมของ Awetik Issaakjan เขียนว่า
"To banish the trace of a tear from eyes;
A thousand deaths would I gladly die;
If one more life were granted me;
I'd spend that life in serving thee."

5 พฤษภาคม 2509 เจ้าหน้าที่ล้อมยิงทหารป่าในบริเวณชายป่าบ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ชายไทย เจ้าของบัตรประจำตัวประชาชน เลขที่ 59839/2496 ชื่อ "จิตร ภูมิศักดิ์"

พ.ศ. 2516 วงกรรมาชนเป็นวงเพื่อชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์มาเผยแพร่สู่ขบวนการนักศึกษาและสาธารณชน ผลงานเพลงชุดแรก แปรบทกวี "เปิบข้าว" มาเป็นเพลง ผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ซึ่งให้เนื้อและโน้ตอีกหลายเพลงถูกวงกรรมาชนนำมาเป็นผลงานเพลงในชุดที่ 2 และ 3 จนงานเพลงเหล่านั้นเป็นที่รู้จัก และเป็นเพลงนิยมในหมู่ปัญญาชนสมัยหลัง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519

พ.ศ. 2551 – 2552 วงดุริยางคศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยมหิดลนำเพลงทั้งหมดของจิตร ภูมิศักดิ์มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ เฉพาะบทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ล้วนๆ แสดงครั้งแรก วันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2551 ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และล่าสุด จัดแสดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคอนเสิร์ต "ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์" เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552

ก่อนหน้านี้ บางบทเพลงถูกนำไปแทรกอยู่ในคอนเสิร์ตบทเพลงปฏิวัติ 4 ครั้ง โดยจัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ครั้งแรก "สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตมิได้เปลี่ยนเลย" (13 กันยายน 2546) , ครั้งที่ 2 "ยืนหยัดมั่นคงเช่นเคย...ไม่เปลี่ยนทางเหมือนดั่งดาวเหนือ" (25 ธันวาคม 2547) ครั้งที่ 3 "ด้วยรักและอุดมการณ์" ที่หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ( 1 กันยายน 2551) นอกจากนี้ยังมี October Zone Cencert ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (8 มกราคม 2549) อีก 1 ครั้ง

วงดุริยางค์ซิมโฟนีแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล มี รศ. ดร. สุกรี เจริญสุข เป็นผู้อำนวยการวงฯ และยุทธพล ศักดิ์ธรรมเจริญ เป็นผู้ควบคุมวง
"เปรียบอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนวงเพื่อชีวิตทั้งหลายเขาใส่เสื้อม่อฮ่อม นุ่งกางเกงขาก๊วย เล่นเพลงจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งให้อารมณ์แบบหนึ่ง แต่วันนี้เราจับมาผูกไท ใส่สูทให้มันเป็นอินเตอร์ขึ้นมา มันก็เป็นอย่างที่เห็นและได้ยินนั่นแหละ จริงๆ แล้ว มันก็เนื้อร้อง – ทำนองเดิม เพลงเป็นมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น การเรียบเรียงเสียงประสานก็คือการนุ่งผ้า อย่างที่ผมเปรียบให้ฟัง" อ. สุกรี เจริญสุข กล่าวกับทีมสกู๊ปพิเศษ ซูเปอร์บันเทิง ASTV Manager Online

บทเพลงของจิตร คือบทกวีที่มาพร้อมทำนอง และทำนองกำกับด้วยโน้ตเชอร์เวย์ (ตัวเลข)
"โน้ตเชอร์เวย์หรือโน้ตตัวเลข เป็นโน้ตที่ชาวจีนใช้ เข้าใจว่าจิตรคงจะเรียนเรื่องโน้ตนี้มาจากครูชาวจีน ถ้าเป็นโน้ตดนตรีไทยจะใช้ ด-ร-ม-ฟ ก็คือ โด เร มี ฟา ตัวเลขก็คือ 1–2-3–4 หรือจะเป็นตัวโน้ตสากล ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหนมันคือ ภาษา เหมือนกับการยักคิ้ว หลิ่วตา พยักหน้า อ่านหนังสือ ซึ่งทุกอากัปกิริยาเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ"

จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นทั้งศิลปิน นักกวี นักประวัติศาสตร์ นักคิดที่มีการต่อสู้ทางการเมือง อีกทั้งยังมีความลุ่มลึกทางภาษาศาสตร์ โบราณคดี เขาไม่ใช่แค่ปัญญาชน หากแต่เป็นปราชญ์ที่มองสิ่งต่างๆ ด้วย "ความรู้แจ้ง และ รู้จริง" ไม่ใช่แค่ "รู้จัก"

"การที่เขามีความรู้มากมายเหล่านี้ เวลาที่เขาถ่ายทอดออกมา เราจึงเห็นการถ่ายทอดที่เป็นแบบฉบับแท้ๆ เป็นจริตและอารมณ์ของเขา ไม่เคลือบแฝง ไม่เสแสร้ง ไม่ดัดจริต...คนจำนวนมากรู้จักอารมณ์แบบนั้น ความรักแบบนี้ ร้องเพลงเป็นตุเป็นตะ แต่คนเหล่านั้นล้วนแต่เสแสร้ง เพราะเขาแค่รู้จัก แต่จิตร รู้แจ้ง รู้จริง เห็นถึงสัจจะของชีวิต เขาเห็นทุกอย่างมากกว่าที่เราเห็น" อาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าว

จริตและอารมณ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นจริตที่เปี่ยมเต็มด้วยความห่วงหา, ความจริงใจและเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ จริตแบบนี้หาได้ยากในหมู่คนยุคปัจจุบัน
"สำหรับผม ชีวิตและงานของเขาบริสุทธิ์มาก ถึงแม้เพลงมาร์ชในยุคแรกๆ (พ.ศ. 2498-2499) จะเป็นการจำทำนองมาใส่เนื้อร้อง แต่พัฒนาการหลังจากนั้น (พ.ศ. 2501 - 2507) เป็นจริตของเขาแท้ๆ ขณะที่ชีวิตถูกจองจำอยู่ในคุก ขาดซึ่งอิสรภาพ แต่สติปัญญา จินตนาการกลับโบยบินอยู่ในโลกกว้าง เป็นตัวของตัวเอง ภาษานักกลอน เรียกว่า มุตโตแตก คือ สติปัญญาแตกฉาน"

รศ. ดร. สุกรี เจริญสุข ยืนยันว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่ใช่มีแต่เรื่องดุเดือดเพียงอย่างเดียว หากแต่มีมุมของมนุษย์ปุถุชนอยู่ด้วย
"เราเห็นถึงความรู้สึกนึกคิด ความรัก ความอ่อนไหว และสัจจะที่อยู่ในรูปของบทเพลง แน่นอนว่าเขามีความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวกับการต่อสู้ , ความไม่เป็นธรรมเยอะ ใครจะไปคิดว่าขณะที่เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับคุก การต่อสู้ และความรันทด เขาจะมีอารมณ์ในการเขียนเพลงรักอย่าง "อาณาจักรความรัก" ในความเป็นปุถุชนนี้ ผมคิดว่าชีวิตในมุมอื่น เช่น วัฒนธรรม ความงาม ความเสมอภาค เป็นสิ่งที่ชีวิตเขาเรียกหา และถ้าเขามีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตที่หลากหลายกว่านี้ ผมว่าเขาจะมีงานในลักษณะอื่นออกมาอีกเยอะ"

"จิตรจะร้องเพลงเอง เขาก็ไม่ใช่นักร้อง เขาจะเล่นเอง ก็ไม่ใช่นักดนตรี แต่สิ่งที่เราเห็นในบทเพลงของเขาคือ วิญญาณ เรานำวิญญาณนั้นมาถ่ายทอดโดยนักดนตรีที่ถูกฝึกมาให้เป็นนักดนตรีที่มีฝีมือ นักร้องซึ่งได้เสียงอย่างที่ต้องการ ได้นักเรียบเรียงเสียงประสานซึ่งเชี่ยวชาญที่จะอุ้มเพลงให้ได้ นั่นคือ หน้าที่ซึ่งเราทำให้กับงานเพลงของเขา เป็นเพลงที่เต็มรูปแบบอย่างที่ควรจะเป็น" อาจารย์สุกรี เจริญสุขอธิบาย

อาจารย์สุกรี เจริญสุขชอบเพลงของจิตรหลายเพลง เช่น ทะเลชีวิต, ฟ้าใหม่, อาณาจักรความรัก และแสงดาวแห่งศรัทธา
...
อิสรพงศ์ ดอกยอ & แสงดาวแห่งศรัทธา
ในบรรดาบทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ถือเป็นเพลงยอดนิยม เนื่องจากมีศิลปินทั้งฝ่ายเพื่อชีวิต และนักร้องเพลงไทยสากลนำมาขับร้อง เช่น กรรมาชน, หงา คาราวาน, วงโฮป, คีตาญชลี, สุเทพ วงศ์คำแหง, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี , อู๋ เสรีชน, อรวี สัจจานนท์ เป็นต้น

บันทึกระหว่างบรรทัดนี้ว่า เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ในคอนเสิร์ต " ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์" ผู้ขับร้องเพลงนี้คือ อิสรพงศ์ ดอกยอ เพลงอื่นซึ่งขับร้องในคราวเดียวกัน เช่น "เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ" และ "อาณาจักรความรัก" (ร้องคู่กับ กมลพร หุ่นเจริญ) แต่ถ้าถามความชอบส่วนตัวแล้ว อิสรพงศ์อยากร้องในสไตล์ลูกทุ่งอย่าง "จอมใจดวงแก้ว" มากกว่า !!

หลายเวที อิสรพงศ์เคยผ่านการร้องเพลงมาแล้วหลายเวที เช่น ปี พ.ศ. 2545 เขาขึ้นเวทีประกวดของ KPN Junior Award ครองนักร้องยุวชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย และปี 2551 ชนะเลิศการประกวดเพลงพระราชนิพนธ์ ชิงถ้วยพระราชทานฯสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งจัดโดยกรุงเทพมหานครและสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ณ โรงมหรสพศาลาเฉลิมกรุง และเป็นผู้เข้ารอบ 50 คนของ อคาเดมี แฟนเทเซีย (AF 6) โดยส่วนตัวชอบเพลง "ลูกทุ่ง"

อิสรพงศ์ ดอกยอ จบชั้น ม.3 มาจากโรงเรียนวิสุทธิรังษี จังหวัดกาญจนบุรี และมาเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) และระดับปริญญาตรีที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แขนงวิชาดนตรีสมัยนิยม สาขาการขับร้อง ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2

เขาฟังเพลงนี้ครั้งแรกจากน้ำเสียงของอาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ในคอนเสิร์ต October Zone เมื่อวันเด็ก 13 มกราคม 2550 เมื่อฟังจนชิน การฝึกย่อมจะง่ายขึ้น
"โดยพื้นฐานแล้ว ผมไม่ใช่คนเสียงสูง แล้วการที่ต้องมาร้องเพลงที่เลนกว้างๆ เมื่อถึงช่วงที่ต้องขึ้นเสียงสูงมันยากมาก แต่คอนเสิร์ตทั้ง 2 ครั้ง ทั้งที่มหิดลและที่ธรรมศาสตร์ เสียงตอบรับดีนะครับ ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยรู้จักผลงานของท่านเลย เคยได้ยินเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา เพียงเพลงเดียวเท่านั้น จนเมื่อวันที่ไปเล่นที่ธรรมศาสตร์ มีทั้งนิทรรศการและร้านขายหนังสือ ผมถึงมีโอกาสได้รู้จักและสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของท่าน สำหรับเพลงนี้ในแง่คำร้อง ความหมายสุดยอดเลยครับ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ถ่ายทอดเพลงนี้ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่มีคนรู้จักมากที่สุดในบรรดาเพลงทั้งหมดของท่าน" อิสรพงศ์ ดอกยอกล่าว
...
จุดยืนของดุริยางคศิลป์
"เพลงก็คือเพลง การรับใช้มวลชนสังคมถือเป็นหน้าที่ เราในฐานะมหาวิทยาลัยของรัฐต้องทำสิ่งเหล่านี้ บทเพลงต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางสังคม มหาวิทยาลัยเป็นปัญญาของปวงชน เป็นแหล่งความรู้ 360 องศา รอบทิศทาง ครบวงจร หน้าที่ของวิทยาลัยทางดนตรีจึงทำตั้งแต่เพลงหมอลำถึงดนตรีคลาสสิก ผมถือว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น "ครูของสังคม" เรามีหน้าที่แสดงความยกย่องเขาในรูปของการแสดงดนตรี ส่วนเขาจะซ้าย ขวา หน้า หลัง เราไม่สนใจ" อาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวถึงจุดยืน

ที่ผ่านมา วงดุริยางคศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านผลงานหลากหลาย เช่น คอนเสิร์ตอย่าง เชิดชูบูชา คีตาจารย์ (พระเจนดุริยางค์, ขุนวิจิตรมาตรา และพรานบูรณ์) , 60 ปี สุรชัย จันทิมาธร เป็นต้น
"เราทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ รื้อประวัติศาสตร์มาทำใหม่ให้เป็นปัจจุบัน เพลงพวกนี้ไม่ตาย เพียงแต่ไม่มีใครเอามาเล่นเท่านั้นเอง เราทำในฐานะนักวิชาการทางดนตรี เพื่อให้เพลงเหล่านี้มีชีวิตอยู่ หลังจากที่เราทำเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ โดนใจคนเยอะ คอนเสิร์ตที่จัด ณ หอแสดงดนตรี ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มันง่าย ไม่ต้องขนย้าย ลงทุนน้อย คนจะดูหรือไม่มีคนดูก็ไม่เป็นไร แต่การไปจัดข้างนอกมันสิ้นเปลืองเยอะ ดังนั้นผมจึงทำกับหน่วยงานภายนอกน้อยมาก ทุกครั้งที่เราแสดง เราจะบันทึกผลงานการแสดงไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นกรณีศึกษา" อาจารย์สุกรี เจริญสุขกล่าว

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยาลัยดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งในกำกับของมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับดนตรีโดยเฉพาะ ตั้งแต่ระดับเตรียมอุดมดนตรี (ม. 4 - ม. 6) จนถึงระดับปริญญาเอก โดยเป็นสถาบันเดียวในประเทศที่เปิดสอนวิชาดนตรีในระดับปริญญาเอก มีอาจารย์ที่ชำนาญในเครื่องดนตรีแต่ละชนิดโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นสถาบันเดียวในประเทศที่เปิดสอนทั้งด้านแนวเพลงไทยและแนวเพลงสากล

ทางมหาวิทยาลัยฯ มีวงดนตรีประเภทต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแสดงในมหาวิทยาลัย และเมื่อได้รับการร้องขอจากหน่วยงานภายนอก วงดุริยางคศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University Pop Orchestra) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 วงนี้ได้รวบรวมนักร้อง นักดนตรี ในทุกแขนงวิชามารวมกันเป็นวงขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องดนตรีทุกประเภทคือ String, Woodwind, Saxophone, Brass, Piano และ Rhythm Section ได้รับเชิญไปแสดงในงานคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น งานสังสรรค์ครบรอบการก่อตั้งสถาบัน, งานคอนเสิร์ตเพลงปฏิวัติ, งานแสดงประกอบละคร Musical ฯลฯ การแสดงของวงนี้ต้องมีการเตรียมการเป็นพิเศษ การจัดการทุกขั้นตอนจึงต้องมีความพิถีพิถัน เนื่องจากมีผู้ร่วมวงเป็นจำนวนมาก
...
เรื่องนี้คุณรู้ไหม?
ครั้งหนึ่งเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" เคยเป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์เรื่อง "มายาสีเงิน" ทางช่อง 3 สมัยที่สถานีฯ เพิ่งจะเริ่มบุกเบิกละครโทรทัศน์ใหม่ๆ ผู้จัดละครเรื่องนี้คือ ปาริชาติ บริสุทธิ์ ผู้กำกับการแสดงคือ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นำแสดงโดย ปฐมพงษ์ สิงหะ, วาสนา สิทธิเวช และวันทิพย์ ภวภูตานนท์ ละครเรื่องนี้ดัดแปลงจาก Diatant Dream หรือ วิมานมายา ทวีป วรดิลก แปลและเรียบเรียงจากงานของ Khwaja Ahmad Abbas (ชวายา อาหะหมัด อับบาซ) ซึ่งเป็นนักคิด นักหนังสือพิมพ์ชาวอินเดีย

นอกจากนี้เพลงนี้ยังนำมาใช้กับละครเรื่อง "เก็บแผ่นดิน" อีกด้วย (ติดตามอ่านตอน 2 - พลังเพลงจากคุกลาดยาว)
.............................................................................................
มนต์รักจากเสียงกระดึง


เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" เปี่ยมไปด้วยพลัง ความหวัง และปลุกปลอบให้กำลังใจคนในการก้าวไปข้างหน้า จัดเป็นเพลงยอดนิยมที่สุดของจิตร ภูมิศักดิ์ เพลงอื่นๆ ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของจิตร ภูมิศักดิ์ หรือไม่ใช่คนการเมืองเข้มข้นในสมัย 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 คงยากที่จะรู้จักกับ "บทเพลง" อื่นๆ ที่ไม่ใช่เพลงฮิต

"80% ของเพลงจิตร ภูมิศักดิ์ ออกมาจากคุกลาดยาว เข้าใจว่า จิตร ภูมิศักดิ์คงจะมีเวลาศึกษาหลายๆ เรื่องอย่างจริงจัง รวมทั้งเรื่องการเขียนเพลงด้วย งานเพลงในช่วงปี 2498 – 2499 ก่อนติดคุกมีไม่กี่เพลงหรอก เข้าใจในสมัยนั้นว่ายังไม่เป็นที่ติดหูคนด้วยซ้ำไป ทุกเพลงที่เขียนขึ้นในคุกมีพลังหมด" แคน สาริกา ผู้ตามจิตร ภูมิศักดิ์ในรอยป่ากล่าวกับทีมสกู๊ปพิเศษ ซูเปอร์บันเทิง ASTV Manager OnLine

แคน สาริกา หรือ บัณฑิต จันทศรีคำ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ และเป็นเจ้าของพ็อกเกตบุ๊กหลายเล่ม เช่น เสียงเพลงจากภูพาน, คนตุลาตายแล้ว, วาระสุดท้ายแห่งชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์, เปลือยป่าแดง ฯลฯ

เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" ที่เขียนโดยทองใบ ทองเปาด์

"ตอนที่พี่ใบ เขียนถึงเพลงลาดยาว ยังไม่ได้บอกว่าเป็นเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์นะ แต่ใช้ชื่อว่า สุธรรม บุญรุ่ง พี่ใบเขียนไว้ว่า สักวันหนึ่งเราจะรู้ว่าเขาคือใคร ผมยังไม่มีโอกาสเจอพี่ทองใบ เป็นเรื่องที่ยังคาใจอยู่ อยากถามแกว่า ทำไมพี่ใบไม่ระบุไปเลยว่าเป็นจิตร ภูมิศักดิ์ แล้วพี่ทองใบเอาทุกเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์มาลง พี่ใบถือเป็นคนแรกที่เขียนเรื่องนี้มาเผยแพร่ ภายหลังวงกรรมาชน เป็นวงแรกที่เอาเพลงของจิตรมาร้องเผยแพร่ ทุกเพลงของจิตรมีพลังในการปลุกเร้าทั้งสิ้น" แคน สาริกา กล่าว

บางคนในสมัยนั้นฟังงานเพลงแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "จิตร ภูมิศักดิ์" เป็นใคร สำคัญอย่างไรกับสังคมไทย คนส่วนใหญ่รู้จักเขา เมื่อได้ฟังเพลงชื่อ "จิตร ภูมิศักดิ์" ที่เขียนคำร้องและทำนองโดย สุรชัย จันทิมาธร

"เขาตายเหมือนไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนถ่องแท้แก่คน"

"ผมคุยกับพี่วิทิต จันดาวงศ์ (สหายปาน) ทราบมาว่า เพลงเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ, เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ไม่ได้ฮิตในคุกลาดยาวนะ เนื่องจากชีวิตในคุกลาดยาวเป็นช่วงของการต่อสู้ มันต้องปลุกเร้า เพลงแสงดาวแห่งศรัทธาอาจจะโรแมนติกเกินไป เพลงที่ฮิตในคุกลาดยาวจะมีเพลง รำวงวันเมย์เดย์, วีรชนปฏิวัติ, มาร์ชลาดยาว เป็นต้น"

หลากหลายชีวิตที่อยู่ในคุกลาดยาวคราวนั้น นอกจากจิตร ภูมิศักดิ์แล้ว ยังมี ทองใบ ทองเปาด์ (ทนายความคนยาก เจ้าของรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2527), เทพ โชตินุชิต ผู้นำทางการเมืองแนวสังคมนิยม, พล. ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ, นายอุทธรณ์ พลกุล , อิศรา อมันตกุล นักหนังสือพิมพ์ และ สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) เป็นต้น

วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2505 ได้จัดให้มีการแสดงละครเรื่อง "มนต์รักจากเสียงกระดึง" โดยสุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) ทำหน้าที่ "ผู้กำกับ" และ จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา "สุธรรม บุญรุ่ง" แต่งเพลงประกอบละคร 2 เพลง คือ มนต์รักจากเสียงกระดึง และ ความหวังยังไม่สิ้น ซึ่ง 2 เพลงนี้ คอนเสิร์ต ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มงคล อุทก ถ่ายทอดเพลง "มนต์รักจากเสียงกระดึง" และครอบครัวโฮป ถ่ายทอดเพลง "ความหวังยังไม่สิ้น"

"เพลงมนต์รักจากเสียงกระดึง พิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะของจิตรได้เป็นอย่างดีว่า จิตรแต่งเพลงอีสานได้ เป็นนายของภาษา และเป็นคนศึกษา คุยกับคนอีสานที่อยู่ในคุก ทั้งเนื้อหา ดนตรีสุดยอดมากเลย คือถ้าเพลงนี้ พี่ใบไม่ได้บันทึกไว้ว่าแต่งในลาดยาว คนรุ่นหลังอาจจะคิดว่าจิตรแต่งในสมัยที่เข้าป่าก็ได้"

เพลงมนต์รักจากเสียงกระดึง ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง "ปางนางขึ้นภูเก็บผักหวาน" หรือ "ต้อนงัวขึ้นภู" ทำนองเป็นเพลงพื้นเมืองภาคอีสาน ลีลาของเพลงเป็นการแสดงออกของการบันเทิงและการทำงานผสมผสานกันไป
...
ไม่ใช่ "ฮีโร่" ของพรรคฯ
"สมัยที่เรายังอยู่ในเมือง กลุ่มของพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี, อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, อาจารย์ชลธิชา สัตยาวัฒนา มีความพยายามที่จะบูม "จิตร ภูมิศักดิ์" ขึ้นมาแทนที่ "เช กูวารา" กระทั่งเอารูปที่จิตร ภูมิศักดิ์ ที่คาบบุหรี่เท่ๆ ขึ้นมาทำเป็นโปสเตอร์ คือ เราทุกคนที่อยู่ในเมืองตอนนั้นรู้จักจิตร ภูมิศักดิ์แล้ว แต่ในป่าไม่มีใครพูดถึงเพลงจิตรเลย จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่ได้เป็นที่ "เชิดชู" และไม่ใช่ "ฮีโร่" ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เปรียบไปแล้วคือ ผู้เข้ามาร่วมงานปฏิวัติในช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือนแล้วจบชีวิตลง ...เท่านั้นเอง" แคน สาริกากล่าว

เพลงภูพานปฏิวัติ, มาร์ชกองทัพปลดแอกประชาชนไทย" ( ชื่อเดิม พลพรรคครองชัย) และ เลือดต้องล้างด้วยเลือด" ไม่มีใครทราบว่าเป็นเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ และไม่มีใครรู้จักจิตร ภูมิศักดิ์

"สหายบางคนยังบอกว่า เพลงเลือดต้องล้างด้วยเลือดไม่ใช่เพลงที่จิตรแต่งไว้ก็มี โชคดีที่เพลงนี้ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเมื่อปี 2519 ผมได้ขึ้นไปที่โรงเรียนการเมืองที่ภูพาน เจอนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นคนในรุ่นเดียวกับจิตร ภูมิศักดิ์ พี่อุทัยวรรณ เป็นคนแรกในป่าที่เขียนเรื่องเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ลงในจุลสารโรเนียวชื่อ "ธงปฏิวัติ" เบื้องหลังเพลงทุ่งรวงทอง, ภูพานปฏิวัติ, มาร์ชกองทัพปลดแอกฯ, เลือดต้องล้างด้วยเลือด นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยที่มาของเพลงเหล่านี้"

วิทยุคลื่นสั้นเสียง - สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เริ่มมาพูดถึงจิตร ภูมิศักดิ์อย่างจริงจังในช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 เมื่อมีคนจากเมืองเข้าป่าเป็นจำนวนมาก หลังจากที่จิตรเสียชีวิตไปแล้ว 10 ปีเต็ม

"เรื่องบทเพลง ไม่ว่าจิตรจะแต่งด้วยสำนึกทางการเมืองแบบไหน ผมว่าบทเพลงมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงพลังในแง่ของงานศิลปะ" สุชาติ สวัสดิ์ศรีกล่าว

สุชาติบอกว่า ยอมรับว่าป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ชูจิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะที่เป็นนักคิดนอกกระแสคนหนึ่งในสังคมไทยที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้ตั้งใจเอาไปเปรียบกับเช กูวาราแต่อย่างใด ขณะที่คนรุ่นนี้มีระบบมากขึ้นในการที่จะได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นงานของจิตร ภูมิศักดิ์ แต่สมัยของสุชาติ สวัสดิ์ศรีต้องพยายามที่จะแสวงหาเพื่อรับรู้ ดังนั้น จึงสมควรที่คนรุ่นนี้จะศึกษาต่อยอดจากงานของจิตร ภูมิศักดิ์อย่างเป็นวิชาการ ไม่ใช่ศึกษาอย่างเป็นรูปเคารพ

"จิตรมีความหลากหลายด้านที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านวรรณคดี, งานวิจารณ์, ประวัติศาสตร์, นิรุกติศาสตร์, เขียนบทกวี, เขียนเพลง ในแง่ของคนที่เรียนมาทางด้านสังคมและมนุษยศาสตร์ ต้องถือว่าจิตร ภูมิศักดิ์เป็นของใหม่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว วิธีคิดของเขามีความแปลกใหม่หลายเรื่อง เช่น โฉมหน้าศักดินาไทย ซึ่งเอาทฤษฎีแบบมาร์กซิสม์มามองประวัติศาสตร์ไทย และทางภาษาศาสตร์ ผมคิดว่าหนังสือ "ความเป็นมาของคำสยามฯ" เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ส่วนความคิดเกี่ยวกับศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะเพื่อชีวิตนั้น ผมคิดว่ามันเป็นกรอบความคิดที่ทำให้เราตื่นตัวขึ้นมาก็จริง แต่ในแง่ของกรอบความคิดเรื่องศิลปะนั้นยังค่อนข้างจะคับแคบ เพราะจิตรถือเอาศิลปะเป็นเพียงส่วนของงานการเมือง ผมคิดว่าศิลปะมันมีวิญญาณของมันมากกว่านั้น" สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าว

หลายปีก่อน สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เคยทำผลงานเพลงชุดหนึ่ง งานชุดนี้ควบคุมการผลิตโดย เรืองยศ พิมพ์ทอง บางเพลงในงานชุดนี้เป็นของจิตร ภูมิศักดิ์ เช่น แสงดาวแห่งศรัทธา (สุเทพ วงศ์กำแหง), เปิบข้าว (เอกชัย ศรีวิชัย)

เพลงอื่นๆ เช่น 14 ตุลา (ขับร้องหมู่), นกสีเหลือง (เพ็ญศรี พุ่มชูศรี), ดอกไม้ (วงจันทร์ ไพโรจน์), เพื่อมวลชน (ไพจิตร อักษรณรงค์), สู้ไม่ถอย (เมดเลย์) มาร์ชประชาชนเดิน (วินัย พันธุรักษ์), เมื่อฟ้าสีทอง (จิติมา เจือใจ), เปิบข้าว ( เอกชัย ศรีวิชัย), คนกับควาย (ชาย เมืองสิงห์), หนุ่มสาวเสรี (ไวพจน์ เพชรสุพรรณ), การะเกด (ชินกร ไกรลาส), คนภูเขา (สุนารี ราชสีมา), ตุลาชัย (สุดา ชื่นบาน), ราชดำเนิน (ดาวใจ ไพจิตร), รัตติกาล (ธานินทร์ อินทรเทพ / ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล), คนดี (ธานินทร์ อินทรเทพ), นกสีเหลือง (พ.ญ. พันธิวา สินรัชตานันท์) เป็นต้น

"ก่อนหน้านี้ นักร้องในสายเพลงลูกกรุงที่มีโอกาสร้องเป็นคนแรกคือ พี่โจ๊ว เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ผมเพิ่งมีโอกาสมาร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง มันทำให้คนที่ชอบร้องเพลงอย่างพวกเราได้มีโอกาสได้ฟัง ได้ถ่ายทอดเพลงเพื่อชีวิต หลายเพลงที่เราร้องมันบ่งบอกถึงชีวิตของคนยากจน คนที่ใช้แรงงานในการต่อสู้ชีวิต"

สุเทพ วงศ์กำแหง ได้ยินเรื่องราวของจิตร ภูมิศักดิ์ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม จากวงคาราวาน
"การตั้งวงคาราวานขึ้นมา มันทำให้แนวเพลงเปลี่ยน ความจริงมันไม่ได้เพิ่งจะมี แต่มันมีมานานแล้ว สมัยก่อนหน้านั้น ในวงการเพลงเรามีเสน่ห์ โกมารชุน, คำรณ สัมบุณณานนท์ เขาก็ร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตคนยาก คนจน เกี่ยวกับอะไรต่อมิอะไรมาแยะ แต่ความตื่นตัวในการฟังของคนสมัยนั้นยังไม่ได้ถึงขนาดที่ทำให้คนสนใจในสิทธิความเป็นอยู่ของประชาชน จนกระทั่งถึงยุคของหงา คาราวาน เราถึงรู้ว่าเรามีสิทธิ์ทวงคืนความถูกต้องจากรัฐบาลได้ ทำให้คนตื่นตัวเป็นลำดับ" สุเทพ วงศ์กำแหงกล่าว

สุเทพ วงศ์กำแหง รู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่ อย่างสุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯ และติดตามอ่านจากผลงานหนังสือต่างๆ เป็นต้น
...
จอมใจดวงแก้ว!?
คอนเสิร์ต "ซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์" ชูเพลง "จอมใจดวงแก้ว" เป็นครั้งแรกที่เพลงนี้ถูกบรรเลงในแบบซิมโฟนี ก่อนหน้านี้เพลงนี้ หงา คาราวาน เคยเล่นบนเวทีคอนเสิร์ตของเขามาแล้ว

ตำนานเพลงว่า จิตรได้ประพันธ์เพลงนี้ โดยได้นำเอาทำนองเพลง "วันสุดท้าย" ของสุชาติ เทียนทอง นักร้องเพลงลูกทุ่งที่โด่งดังในยุคนั้น จากความทรงจำของกรองแก้ว เจริญสุข บทเพลงนี้ "กลาโหม" ซึ่งเป็นทหารพิทักษ์จิตรได้ขอร้องให้จิตรประพันธ์ขึ้นเพื่อมอบให้แก่คนรักของเขาที่จะจากกัน บทเพลงนี้บรรเลงครั้งแรกด้วยน้ำเสียงของ "กลาโหม" โดยมีจิตรเล่นแมนโดลินคลอตามไปด้วยต่อหน้ากรองแก้ว เจริญสุขในวันที่ต้องอำลาจากกัน

ที่มาของเพลงนี้ แคน สาริกา ผู้ตามจิตร ภูมิศักดิ์ในรอยป่า ตั้งข้อสงสัย !! และตั้งข้อสังเกตว่าเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ส่วนใหญ่จะมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สมัยคุกลาดยาว ทองใบ ทองเปาด์บันทึกไว้ในหนังสือ คอมมิวนิสต์ลาดยาว เมื่อตอนที่เดินทางไปโรงเรียนการเมืองที่ภูพาน พี่อุทัยวรรณ ซึ่งอยู่กับจิตร และเขียนที่มาของบทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ช่วงที่อยู่ในป่าไม่เคยพูดถึงและไม่คุ้นกับเพลงนี้เลย หลักฐานพยานบุคคล ไม่มี , หลักฐานเอกสารไม่มี มีแค่การบอกเล่าจากความทรงจำของกรองแก้วเท่านั้น

"ไม่ใช่ผมไม่เชื่อ แต่เรื่องนี้ควรได้รับการค้นคว้าต่อไป ควรจะมีหลักฐานที่มาที่ไปมากกว่านี้" แคน สาริกา กล่าว

และมากกว่านั้น เพลงนี้ไม่ได้แสดงถึงอัจฉริยะของจิตร ภูมิศักดิ์ นอกจากแสดงให้เห็นว่า จิตร ภูมิศักดิ์แต่งเพลงจีบสาวเป็นเท่านั้น !! เพลงอื่นๆ อย่างเช่น หยดน้ำบนผืนทราย, มนต์รักจากเสียงกระดึง, อาณาจักรความรัก ยังมีความน่าสนใจมากกว่า
...
บทเพลง "ประชาชน" ขึ้นหิ้งแล้ว
เลือก 3 บทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่แคน สาริกาโปรดปรานคือ เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ, ภูพานปฏิวัติ และแสงดาวแห่งศรัทธา
"ในวัย 18-19 ปี การได้ฟังเพลงเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ มันทำให้เราสำนึกถึงแผ่นดินเกิด มีความรักต่อแผ่นดินเกิดและพร้อมที่จะเสียสละเพื่อการต่อสู้และเดินทางไกล, ภูพานปฏิวัติ สำหรับผมเป็นเพลงปฏิวัติที่คลาสสิกที่สุด แตกต่างจากเพลงปฏิวัติที่ทางพรรคฯ เอาทำนองจีนมาใส่คำร้อง เพลงของจิตรมีชั้นเชิงกว่าเยอะ เพลงนี้ร้องกันมาต่อๆ ภายหลังจีนเอาไปใส่ทำนองให้ มันใหญ่มาก เหมือนเพลงมาร์ชกองทัพเลย ส่วนเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เป็นเพลงดังหลังป่าแตก มาดังในยุคหลังสุด ในสถานการณ์ของการต่อสู้ในยุคหนึ่ง เพลงนี้ไม่ดัง เพราะโรแมนติกเกินไป"

บทสรุปท้ายของเกจิเพลงภูพาน กล่าวถึงเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ว่า
"จะเรียกว่าเพลงอะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็นเพลงที่มีเป้าหมายทางสังคมชัดเจน ทุกเพลงมีความมุ่งมั่น ไม่ใช่แค่ฟังเฉยๆ มันมีทั้งการปลอบประโลม มีความหวัง เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เห็นชนชั้นที่แตกต่างทางสังคมชัดเจน ทำนองเพลงของจิตรมีความกว้างและหลากหลายมาก บวกกับความเป็นนายภาษา แม้แต่เพลงที่มีเนื้อหาปลุกเร้ายังมีภาษาที่สวย ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่เพลงของเขาควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เป็นเพลงคลาสสิกไทยได้แล้ว"
...
หมายเหตุ - ผลงานเพลง จิตร ภูมิศักดิ์ แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้
บทเพลงจากนาคร (พ.ศ.2499-2500)
มาร์ชเยาวชนไทย (ประมาณปี พ.ศ. 2498 -2499), มาร์ชแอนตี้จักรวรรดินิยม (ประมาณปี พ.ศ. 2498-2500), มาร์ชกรรมกร (ประมาณปี พ.ศ. 2498-2500)

บทเพลงลาดยาว (พ.ศ. 2501-2507)
มาร์ชครูไทย (พ.ศ. 2503), มาร์ชชาวนาไทย (พ.ศ. 2502), มาร์ชลาดยาว (พ.ศ. 2503-2505) เทอดสิทธิมนุษยชน (พ.ศ. 2503-2505), ฟ้าใหม่ (พ.ศ. 2503-2505), ความหวังยังไม่สิ้น (พ.ศ. 2503-2505), แสงดาวแห่งศรัทธา (พ.ศ. 2503-2509), ศักดิ์ศรีของแรงงาน (พ.ศ. 2504), อินเตอร์เนชั่นแนล (พ.ศ. 2504), รำวงวันเมย์เดย์ (พ.ศ.2503-2505), เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ (พ.ศ. 2503-2505), ทะเลชีวิต (พ.ศ. 2504), หยดน้ำบนผืนทราย (พ.ศ. 2504), อาณาจักรความรัก (พ.ศ. 2504 - 2508), วีรชนปฏิวัติ (พ.ศ. 2505 - 2506)

บทเพลงจากภูพาน (พ.ศ. 2508-2509)
ทุ่งรวงทอง (พ.ศ. 2508), เลือดต้องล้างด้วยเลือด (พ.ศ. 2505 - 2509), จอมใจดวงแก้ว (พ.ศ. 2508), ภูพานปฏิวัติ (พ.ศ. 2508), พลพรรคครองชัย (พ.ศ. 2508)



ที่มา : http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071465
: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071818

คนกู้ชาติ'48-52
  Previous Topic Topic Next Topic  
 New Topic  Reply to Topic
 Printer Friendly
Jump To:
UTHAISAK.NET © 2000-05 ForumCo.com Go To Top Of Page
This page was generated in 1.12 seconds. Snitz Forums 2000
RSS Feed 1 RSS Feed 2
Powered by ForumCo 2000-2008
TOS - AUP - URA
ForumCo Free Blogs and Galleries
Signup for a free forum or Go Banner Free